[BT] งานวัด 2
posted on 05 Jul 2009 22:33 by ravenosinyora.
.
.
*เอ็นทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ บลอดเวน*
![]()
.
.
.
.
.
.
.
งานวัด 2
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
ตี๊ด ตี๊ด ..!!
.
.
.
เสียงบาดแก้วหูที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องปลุกให้ผมต้องตื่นมาจากความง่วง มือผมสะเปสะปะปัดไปปัดมาในความมืดควานหาที่มาของเสียงที่ผมคุ้นเคยดี แล้วกดปุ่มหยุดทำงาน ผมส่งเสียงในลำคอแบบหงุดหงิด ลุกขึ้นมานั่งบนเตียงแล้วหยิบนาฬิกาหน้าปัดแบบดิจิทัล มาดูเวลา
.
.
.... 04.00 a.m. .......
.
.
บ้าจริง .....ผมลืมไปได้ยังไงว่าตัวเองตั้งปลุกตัวเองตอนตีสี่ของทุกวัน .... เพราะเมื่ออยู่ที่ทำงานเก่า ผมเป็นเวรตอนเช้านี่ ก็เลยต้องตื่นเช้าๆไว้ ....แต่ตอนนี้ มันไม่ใช่แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องตื่นเวลานี้อีกแล้ว แต่ผมก็ยังลืมเซ็ตระบบมันใหม่จนได้สิน่า ผมขยุ้มผมตัวเองอย่างหงุดหงิด แล้วแง้มผ้าม่านออกดูเล็กน้อย ....ยังมืดอยู่เลยนี่หว่า แล้วเหมือนผมจะได้ยินเสียงฝนตกพรำๆ ด้วยใช่ไหมนะ ....
.
.
ฝนตกอยู่จริงๆ ด้วย ถึงจะไม่หนักมากก็เถอะ
.
.
ผมเอามือกุมหัวตัวเอง สมองผมยังไม่พร้อมจะทำงานด้วยซ้ำ ....เมื่อคืน ผมกลับมากี่โมงนะ ...จำได้ว่างานเลิกตอนประมาณเที่ยงคืนกว่าๆ แล้วผมก็อยู่ทำความสะอาดอยู่อีกกว่าชั่วโมง ....หมายความว่าผมกลับมาตอนประมาณตีสอง และนั่นก็แปลว่า .....ผมเพิ่งได้นอนไปเพียงสองชั่วโมงเองไม่ใช่เรอะ!! ...ผมหรี่ตาด้วยความหงุดหงิด ไม่ไหวแล้ว เหนื่อยจริงๆ ขอนอนก่อน แล้วค่อยว่ากันอีกทีนะ ...ผมล้มตัวลงที่นอนต่อ เอามือก่ายหน้าผาก
.
.
.
แล้วจมลงสู่ความฝัน
.
.
.
.
.
__________________________
.
.
.
.
.
.
อืมม์......
.
.
ผมส่งเสียงเบาๆในลำคอ แสงจ้าแสบตาชะมัดเลย .....อา นี่ผมหลับไปนานเท่าไหร่แล้วนะ ....ผมหรี่ตามองตรงรอยแง้มของผ้าม่าน ข้างนอกนั่นสว่างแล้วนี่นา ผมพลิกตัวไปอีกฟากของเีตียง ปวดหัวจังเลยแฮะ ผมส่งเสียงโอดครวญเบาๆ .... แล้วค่อยๆเหลือบมองนาฬิกาที่วางไว้บนโต๊ะ นี่กี่โมงแล้วนะ เลยเช้าแล้วหรือยัง ....
.
.
.
14.23 p.m.
.
.
.
............ ไม่ใช่แค่เลยเช้าแล้วล่ะ นี่มันเลยแม้กระทั่งเที่ยงไปแล้วนี่หว่า ผมทำหน้าย่นแล้วถอนหายใจแรงๆ ....หัวผมปวดตุ้บๆ เลยนะเนี่ย ไม่ได้โกหกนะ มันปวดจริงๆ ....มีคนเคยบอกว่า ถ้านอนหลับมากไป สมองจะไม่ทำงาน ...มันเป็นแบบนี้หรือเปล่า ผมค่อยๆยันตัวเองขึ้นมาจากที่นอนอย่างเชื่องช้า มองนาฬิกาให้แน่ใจอีกครั้ง ... มาคิดดูแล้ว ย้ายมาแค่วันเดียว ผมก็ไม่มีวินัยในตนเองซะแล้ว วันต่อๆไป จะเป็นไรมากไหมเนี่ย ....ผมนวดตาตัวเองสองสามครั้ง ก่อนจะลุกไปจัดเตรียมของ แล้วเดินถือผ้าขนหนูเข้าห้องน้ำไป
.
.
.
ผมปล่อยให้น้ำจากฝักบัวค่อยๆละลายความง่วง และ อาการปวดหัวของผม
.
.
.
ผมนึกขึ้นมาได้...
.
.
.
อา ......เข้าสู่วันที่สองแล้ว
.
.
.
.
_______________________
.
.
.
.
แดด ตอนบ่ายนี่มันแรงมากๆจริง .... ผมคิดในใจอย่างหงุดหงิด ยามออกมาจากห้องพัก มาเดินหาอาหารเช้า ...ไม่สิสำหรับคนอื่น ต้องเรียกอาหารเที่ยงแล้วล่ะ ....แต่ความจริงตอนนี้มัน บ่ายสามแล้วยนะ ผมขมวดคิ้ว เอาล่ะ ผมยอมรับตัวเอง .... ว่าผมหงุดหงิด มากๆด้วย ผมยังคงปวดหัวอยู่ เนือยๆ กำลังหิวสุดๆ และที่สำคัญ ผมยังหาร้านที่ขายอาหารไม่เจอเลย
.
.
ถ้าผมเป็นแบบนี้ทุกวัน ผมคงไม่พ้นเป็น โรคกระเพาะแน่ๆ ....ผมคิดไปพลางกวาดตามองหาร้านที่ดูท่าทางจะขายสิ่งที่กินได้ อยู่ไปเนือยๆ .... ผมไม่ทันได้สำรวจ ร้านค้าในเมืองให้หมดดี เมื่อวาน ที่ผมรอดมาได้ ก็เพราะถุงขนมที่ผมยัดใส่กระเป๋ามา และไปกินอีกทีก็ มื้อค่ำ ตอนงานวัด .... แต่เพราะผมคิดถึงแต่งานวัด ผมจึงลืมไปว่า ผมก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน ต้องกินอาหารให้ครบสามมื้อเหมือนกัน ....อย่างน้อยก็ต้องสองมื้อล่ะนะ
.
.
.
ทางนี้ก็ไม่มีร้านอาหาร ทางนี้ก็ไม่มี ทางนี้ก็ไม่...นั่นไง!!! ผมวิ่งเหยาะๆไปหยุดอยู่หน้า'ร้านอาหาร'ที่ว่านั่น ร้านเปิดอยู่ ผมจึงเปิดประตูเข้าไปอย่างไม่ลังเล เสียงกระดิ่งของประตูที่ผมเปิดดังขึ้นเบาๆ ร้านยังคงว่างไม่มีคน หรือเพราะว่าผมมาผิดเวลาก็แน่นะ ....นั่นสินะ มันไม่ใช่เวลาที่คนจะมารับประทานอาหารกันแล้วนี่ ....
.
"เชิญค่าาาาา!! ........ "
.
.
.
.
.....ผมว่าผมเข้าผิดร้านแน่เลย เพราะคนที่เพิ่งเดินออกมาจากหลังร้านคือ ผู้หญิงในร้านช้อนปลาทองเมื่อวานนี่....คุณฆาตกรปลา ไม่สิ...ผู้หญิงผมน้ำตาลซอย มีกระจางๆคนนี้ ชื่อแคลร์สินะ......เธอเดินออกมาจากหลังร้าน มาต้อนรับแขกซึ่งก็คือผม ....แปลว่า....เธอเป็น.....
.
.
เธอก็เบิกตามองผมเหมือนกัน .....ผมก็มองเธอ .....ผมค่อยๆนั่งลงแล้วหยิบเมนูที่วางอยู่บนโต๊ะมาสั่งอาหาร เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ....ซึ่งมันก็ไม่จริงๆไม่ใช่เรอะ
.
.
.
ที่สำคัญที่สุดตอนนี้ คือ แหล่งพลังงาน ....
.
.
.
.
แล้วผมอ้าปากสั่งอาหารโดยไม่มองหน้าเธอ
.
.
.
.
________________________________
.
.
.
.
.
งานเริ่มมาได้สักพักแล้ว คนเยอะมากกว่าเมื่อวานจริงๆนั่นแหละ แต่ยังน้อยอยู่ คงเพราะยังไม่ดึกล่ะมั้ง เลยยังไม่ครึกครื้นเท่าไหร่ แต่ก็เริ่มแล้วล่ะนะ.....ผมเท้าคางนั่งดูจากบนสะพาน รอคอยเวลาที่ร้านค้าทั้งหมดจะมา .....หลังจากเหตุการณ์ตอนบ่ายก็ทำให้ผมหายหงุดหงิดไปเยอะจริงๆ ผมแปลกใจหน่อยๆที่ ฆาตก...แคลร์ เปิดร้านอาหาร แต่ก็นับเป็นบุญของผมแล้วล่ะนะที่เธอเปิดร้านอยู่ ไม่งั้น ผมคงหิวตายแน่ๆ .....แล้วขนมปังฝรั่งเศษบวกสตรอเบอร์รี่และผลไม้อะไรที่ผมไม่รู้จักอีกสักอย่าง อร่อยมากจริงๆนะ แล้วยังแพนเค้ก กับชอกโกแล็ตฟองดูว์นั่นอีก .....ผมต้องปรบมือให้จริงๆ ....แต่ที่ผมสั่งพวกของหวาน เพราะผมไม่กล้าสั่งเมนูที่มีปลาอยู่น่ะ.......ต้องเลี่ยงจริงๆ
.
.
.
.
ผมแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า สีของมันเริ่มเปลี่ยนจากสีปกติเป็นม่วงแดงและเริ่มมืดลงเรื่อยๆแล้ว อีกไม่นานก็คงจะมืดอย่างแท้จริง เมื่อถึงเวลานั้น งานวัดก็จะเริ่มจริงๆเหมือนกัน คืนนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่งต่างจากตอนเช้าที่ฝนตกพรำๆ อากาศช่างเป็นใจจริงๆ ผมยิ้มกับตัวเอง ....
.
.
.
.
.
.
เอ้า .....เตรียมตัว
.
.
.
.
ไปสนุกกับงานวัดกันเถอะ
.
.
.
.
ผมกระชับหมวกแล้วก้าวข้ามสะพานไป
.
.
.
.
.
______________________________________
.
.
.
.
.
วันนี้ คนเยอะกว่าจริงๆด้วย ผมกลอกตาอย่างเบื่อหน่ายเล็กน้อยขณะพยายามหาทางเบียดเสียดฝ่าฝูงชนไปดูร้านค้าต่างๆให้ได้ื.... มีคนหลายคนเดินเหยียบเท้าผมในงาน แต่ผมก็เอาคืนด้วยการเหยียบเท้ากลับ ....ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเป็นคนคนเดียวรึเปล่าก็เถอะ ....ขอโทษนะครับ
.
.
.
ผมมองบรรยากาศที่ร้านร้านนึง....ร้านนั้นแออัดไปด้วยผู้คน ....ท่าทางจะมีอะไรน่าสนใจแฮะคนถึงได้นั่งเต็มร้าน ....แต่ทำไมอาหารของแต่ละคนที่โต๊ะถึงได้หน้าตาแปลกๆทั้งนั้นเลยนะ ผมควรจะอยู่สังเกตการณ์ก่อนหรือ วัดใจเิดินเข้าไปเลยดี ถึงคนจะเยอะ แต่ถ้าตั้งใจฟังดีๆ ผมน่าจะได้ยินที่ เด็กเสิร์ฟที่ท่าทางขยันคนนั้นอธิบาย
.
.
.
"ตอนนี้ ร้านเรามีโปรโมชั่นพิเศษนะครับ มาร่วมเล่น'ขนมสนุก'กันไหมฮะ!!! ไม่แพงนะครับ เพียง 10 เบนเท่านั้นเอง แต่เป็น 'ขนมอร่อย'ธรรมดา ก็ 15 เบนครับ ไม่ว่าอย่างไหนก็อร่อยทั้งนั้น เข้ามาดูกันก่อนได้นะครับ!!!~"
.
.
ผมจับใจความได้ว่าถ้าแบบธรรมดาหรือ 'ขนมอร่อย'จะให้สั่งเองเลือกตามใจชอบ ...แต่ถ้าแบบ'ขนมสนุก' ก็จะให้เลือกเองก่อน 1 ชิ้นจากนั้นก็เสี่ยงดวง .... และเท่าที่ผมเห็น ลูกค้าในร้านส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาอะไร ดูท่าทางสนุกและชอบใจ แต่ก็มีอีกส่วนหนึ่ง.....ที่เป็นไปตามยตถากรรม และ ความประสงค์ของพระเจ้า ....
.
.
"ขนมปังสอดไส้หอยเชลล์ทอดมาแล้วครับ~ !! ของคุณก็ ไส้ข้าวโพดอบเนยถั่วครับ นั่น ลูกชิ้นปลาฟองดูว์.....อ๊ะ นี่ก็ บลูเบอร์รี่วาซาบิ ครับ!!! "
.
.
.
......รายการแต่ละอย่าง ธรรมดาๆ ทั้งนั้นเลยนะนาย ผมพอจะเข้าใจ ความยอดนิยมของร้านนี้ขึ้นมาบ้างแล้วล่ะ และขณะที่ผมกำลังมองเข้าไปในร้าน ผมก็รู้สึกได้ว่ามีนัยน์ตาสีฟ้าอ่อนคู่หนึ่ง กำลังมองดูผมอยู่ ผมเบนสายตากลับมาที่หน้าร้าน ....เธอเป็นผู้หญิงที่ไว้ผมเปียน้ำตาลเข้มยาวลงมาถึงกลางลำตัว เธอสวมหมวกทรงบ็อบเปิดที่มีทรงแบบดอกไม้เสียบด้านข้าง เธอใส่เสื้อสีขาวและสวมกางเกงขาสั้น ......ผมมองแวบแรก ก็บอกได้เลยว่า เธอเป็นคนที่มีเสน่ห์มาก ....ไม่ใช่เสน่ห์แบบเด็กๆด้วย .....
.
.
เธอยิ้มทั้งๆที่ยังมองหน้าผมอยู่
.
.
"ลองเข้าไปข้างในดูก่อนไหมคะ"
.
.
เธอทอดเสียงแบบที่ว่า ผมเกือบเคลิ้มแล้วเผลอพยักหน้าตกลงไปแล้ว แล้วผมก็ฉุกใจคิดสงสัยก่อนว่า เธอเป็นใคร ....เจ้าของร้านหรือเปล่า .....แต่ไม่น่าใช่ .... ไม่งั้นคงไม่ออกมายืนหน้าร้านแบบนี้หรอก พนักงานสาว...? แล้วผมก็ว่าผมคงเผลอมองหน้าเธอแล้วคิดอะไรนานไปหน่อยสินะ ....
.
.
"ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ .......เข้าไปนั่งก่อนก็ได้นะคะ ยังพอมีที่เหลือ"
.
.
"......แล้วผมจะแวะมาอีกครั้งนึงตอนดึกๆครับ"
.
.
ผมอยากจะเข้าไปนั่งในร้านเหมือนกัน แต่ผมก็เลือกที่จะเลี่ยงแล้ว บอกว่าจะมาอีกรอบแทนซะนี่.....ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันแฮะ .....ผมปรับอารมณ์ตัวเอง แล้วเดินไปร้านน้ำชาที่มาเมื่อวาน ไม่ว่ายังไงผมก็ไม่ชอบร้านที่มีคนเยอะเกินไปจริงๆนั่นล่ะ ผมอาจจะเริ่มติดใจร้านนี้แล้วจริงๆก็ได้ หรืออาจจะเป็นเพราะ ผมคิดหาที่ไปไม่ถูกแล้วก็ไม่แน่เหมือนกัน.....
.
.
วันนี้ คนที่มารับออเดอร์ ไม่ใช่เด็กหนุ่มผมแดง แต่เป็น คนหนุ่มอีกคน.......ทำไมผมรู้สึกว่า หน้าตาเขาคลับคล้ายคลับคลาจังนะ ..... เขาหน้าโหล หรือ ผมจำคนผิด .....แต่เขาหน้าเหมือน....ไม่หรอกมั้ง ผมคงคิดไปเอง.....
.
.
"จะรับอะไรดีครับ"
.
"ชาเย็นครับ"
.
.
คิดว่าผมจะสั่งชาร้อนเหมือนเมื่อวานหรือ ...ผมไม่ได้ชอบอะไรซ้ำซากขนาดนั้น ...ผมก็อยากลองอีกอย่างบ้างแค่นั้นเอง แต่ดูจากคนในร้านแล้ว เมื่อวานดูเงียบสงบกว่านี้เยอะเลยนะ ....เีงียบกว่านี้เยอะจริงๆ แล้ว ดูจากท่าทางของ เจ้าของร้านหัวแดง กับเด็กหนุ่มผู้ช่วยอีกคนที่ท่าทางจะยุ่งใช้ได้เลยล่ะ .....เดินเข้าเดินออกหลังร้านเป็นว่าเล่นเลยนี่ แล้วเมื่อวาน ผมสั่งไม่นาน น้ำชาก็มาแล้ว วันนี้กลับต้องรอหน่อย แต่ผมไม่โทษเขาหรอก ออกจะเห็นใจหน่อยๆด้วย .....จะว่าไปมันก็ดีไม่ใช่เหรอ มีลูกค้าดีกว่าไม่มีเลยนะ .....อ๊ะ....คิดถึงชา ชาก็มาเลย แต่ัวันนี้ ไม่ยักกะมีขนมมาด้วยแฮะ ... ผมเงยหน้ามองนายผมจงอยแดงเล็กน้อย เขาสบตาผม
.
.
"ต้องขอโทษด้วยนะครับ ที่ขนมไม่พอดีกับจำนวนลูกค้า....แต่ถ้ารอได้ ผมจะไปเตรียมให้ "
.
.
"ไม่ต้องหรอกครับ.......ผมอยากแค่ดื่มชา......ผมอิ่มแล้วน่ะครับ......."
.
.
แน่นอนว่า ผมโกหก ....โกหกเป็นสิ่งไม่ดี แต่ในกรณีนี้เป็นข้อยกเว้น ผมได้กินมันมาเมื่อวานแล้ววันหนึ่ง เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว เทียบกับคนอื่นที่เพิ่งมางานวันนี้แล้ว มันคงไม่ยุติธรรม และผมคงดูเป็นคนใจจืดใจดำน่าดู ถ้าจะเพิ่มภาระให้นายหัวแดงนี่เพิ่มขึ้นไปอีก ดูจากสีหน้าหนุ่มผมน้ำตาลอีกคนแล้ว เห็นได้ชัดว่า เขายุ่งมากทีเดียว ในฐานะคนทำงานเหมือนกัน ผมจึงพยายามทำตัวเป็นลูกค้าไม่เรื่องมาก.....ผมพยายามเป็นคนดีที่สุดแล้วนะ.......คิดแล้วผมก็ถอนหายใจเบาๆ แล้วซดชาเขียวเย็นๆลงคอ มันชุ่มชื่นจริงๆ แต่รสชาติจืดจางกว่าชาร้อนนะ .....เพราะเป็นชาเย็นสินะ ......เท่านี้ผมก็รู้ข้อแตกต่างของมันแล้ว
.
.
ผมนั่งพักให้หายเมื่อย ....นั่งอยู่เฉยๆโดยไม่ทำอะไรนั่นล่ะ ก็มีสายตาหลายคู่จากแขกท่านอื่นมองมาเหมือนกันว่า'ถ้ากินเสร็จแล้วก็ไปซะทีสิ' .....แต่ขอโทษที ผมยังเมื่อยอยู่นะ ....ผมทำเป็นไม่สนใจสายตาเหล่านั้น แล้วก็มีคนมาดึงความสนใจทั้งหมดของผมไป ....
.
.
ผู้ชายคนหนึ่ง เดินจากร้านฝั่งตรงข้าม มายังร้านนี้ เขาไว้หนวดไว้เคราแถมยังสวมแว่นกันแดด แล้วยังทำหน้าาไม่รับบุญแบบนั้นตลอดเวลาอีก .....เด่นสุดๆไปเลยนะ.....ลุง.....ท่าทางเหมือนเขาจะมานั่งจิบชาแก้เครียดแฮะ .....ไม่รู้ทำไมผมตระหนักว่าตัวเองควรลุกออกไปได้แล้ว มันเป็นแค่ความรู้สึกน่ะ ว่าผมไม่ควรนั่งในร้านขณะที่ลุงคนนี้อยู่ และผมเป็นคนเชื่อความรู้สึกตัวเองด้วย ผมจ่ายเงินให้เด็กหนุ่มอีกคน แล้วลุกขึ้นจะเดินออกไปนอกร้าน แล้วตอนนั้นผมก็รู้สึกเหมือนตัวเองเซไปด้านข้าง
.
.
...พื้น.......มันมีร่อง?!
.
.
ตัวผมเอนตัวไปด้านข้างแล้วกระแทกโต๊ะคุณลุงเข้าอย่างจัง ......ผมยันโต๊ะแล้วถอยหลังมารักษาสมดุลทันที ......ผมมองคุณลุงแว่นกันแดด เขาก็มองผมอ้าปากค้าง .....บนโต๊ะที่ผมล้มไปเมื่อกี้ เพิ่งจะมีถ้วยชาเย็นของคุณลุงที่มาเสิร์ฟพอดี .....และตอนนี้ ชาเย็นทั้งหมดก็ไม่ได้อยู่ในแก้วแล้ว แต่กลับ....ไปอยู่บนตัวคุณลุงแทน .....
.
.
เขาน่าจะรู้ว่ามันเป็นอุบัติเหตุ.............น่าจะรู้นะ..... อาจจะไม่รู้ก็ได้มั้ง ดูจากสีหน้านั้น เอาเรื่องมากทีเดียว เหมือนเขาอยากจะสบถเป็นชุดว่า 'นี่มันอะไรกันวะ' ....แต่ผมก็ไม่รอให้เขาด่าหรอก ผมรู้สึกว่าตัวเองก้าวเท้าพอตัวเองออกมาจากที่ตรงนั้นก่อนที่ตัวเองจะคิดว่าควรออกมาซะอีก .....ร่างกายไปไวกว่าสมองจริงๆนะ ....
.
.
ขอโทษสำหรับเสื้อนะ ลุง ......คิดซะว่าวันนี้ไม่มีโชคละกัน
.
.
.
ผมเอามือขยี้หัวตัวเองเบาๆ ....วันที่สองที่สุดยอดจริงๆนะ .....ผมผ่อนคลายตัวเอง ด้วยการลืมเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นแล้วพยายามคิดถึงเรื่องอื่นแทน............จะว่าไป.....ผมยังไม่หายเมื่อยเลยแฮะ.....พอจะมีที่ว่างให้นั่งพักมั่งไหมนะ....เอาแบบคนไม่พลุกพล่านน่ะ
.
.
.
.
.
.
.......น่านั่งจังนะว่าไหม
.
.
.
ผมนั่งลงตรงกลางเกาอี้เท้าแขนบนพนักแล้วไขว้ขวา ผมนั่งกินที่สุดๆ เพราะไม่มีมาแย่งนั่งไม่ใช่หรือ .....ถ้ามีคนมา ก็มองดูสิ มีตั้งสามตัว ....ก็เลือกที่ว่างแล้วนั่งซะสิ ....ผมนั่งมองคนในงานเดินกันขวักไขว่ ...แปลกจริงๆ ทั้งที่ที่นั่งมันอยู่กันทนโท่ตรงนี้แท้ๆ แต่กลับไม่มีใครสังเกตเห็นเลยนะ ....ก็จงเดินกันต่อไปแล้วกัน
.
.
แล้วจู่ๆ ....ผมก็ได้ยินเสียงสั่นไหวของพุ่มไม้ข้างหลัง ผมหันควับ .....อะไรน่ะ.......ผมเพ่งตามองในความมืด สิ่งที่โผล่ออกมาจากพงไม้ก็คือหัวสีขาว....แล้วก็หูสีน้ำตาล ....?....ผมมองเจ้าสิ่งนั้นอย่างงุนงง ในไม่ช้า มันก็โผล่ออกมาทั้งตัวให้ผมเห็น มันคือ หมาตัวใหญ่ขนยาว พันธ์ไม้ถูพื้นรึเปล่านะ .... มันเดินคาบตะกร้าเดินมาตรงเกาอี้ริมที่ผมนั่งอยู่ มันไม่ได้ขึ้นมานั่งบนเก้าอี้แต่นั่งข้างๆเก้าอี้
.
.
มันหยุดวางตะกร้าลงแล้วมองหน้าผม...........ผมก็มองหน้ามัน .......แต่จะว่าไป ผมก็มองไม่เห็นตามันหรอกนะ ก็ขนยาวซะขนาดนั้นนี่นา ...... มันก้มลงที่ตะกร้าเหมือนเดิม ผมชะโงกคอมองลงในไปในตะกร้า .....ของในนั้นมีขนมเต็มไปหมด แล้วก็มีเงินจำนวนหนึ่งด้วย เจ้าของให้มารึเปล่านะ หมายความว่า หมาตัวนี้ซื้ออาหารมากินเองงั้นเรอะ........ไม่หรอกน่า หมาที่ไหนจะ ทำแบบนั้นได้ แต่คิดดูอีกทีก็ไม่แน่แฮะ .....
.
.
ผมเอื้อมมือไปลูบหัวมัน ขนยาวชะมัด ผมดึงเบาๆ ....มันส่ายหางเหมือนรับรู้ว่าผมเป็นมิตร ....ขนยาวแต่ก็ุนุ่ม ตัวใหญ่แต่ไม่มีทีท่าว่าจะดุเลยแฮะ ดูๆไปแล้วก็น่ารักดีนะเนี่ย ....ผมยิ้มให้มัน มันเอาอุ้งเท้าตะกายผมเบาๆ ตัวหนักนะแกน่ะ... ผมยังยิ้มอยู่ ชำเลืองไปทางตะกร้าแล้วถามมันว่า
.
.
"ไม่กินขนมแล้วหรือไง......."
.
.
ผมรู้ว่ามันแปลกที่จะพูดกับหมา ....แต่ผมคิดว่า แค่คิดว่า มันอาจจะเข้าใจก็ได้ มันหยุดตะกายแล้วหันไปมองที่ตะกร้า แล้วก็หันมามองหน้าผมอีกที ผมยิ้มขำๆ .....มันเป็นหมาแน่เหรอเนี่ย มันวกกลับไปย่อตัวให้อยู่ในระดับเดียวกับตะกร้า แล้วเริ่มหม่ำขนมหวานอย่างเอร็ดอร่อย .....ผมมองมันอยู่ ท่ากินของมัน ทำให้ผมนึกถึงสัตว์จำพวกหนูเลยแฮะ ความจริงมันก็คงจะเป็นหนูนะ หนูตัวเบ้อเริ่มเลยล่ะ ......ยินดีต้อนรับสู่บลอดเวน เชิญพบกับหนูตัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก ....ฮ่ะๆ ผมเผลอหัวเราะออกมาเบาๆ
.
.
อาหารในตะกร้าค่อยๆร่อยหรอ จนกระทั่งหมดเกลี้ยง มันแลบลิ้นเลียเศษขนมที่ปากสองสามครั้งแล้ว จึงหันมามองผมต่อ ...ผมลูบหัวมันด้วยความเอ็นดู เจ้าหนูัตัวยักษ์เนี่ยน้า..... แล้วก่อนที่ผมจะทันได้ทำอะไรต่อ ผมก็เห็นว่า หูมันตั้งขึ้น มันแหงนมองไปทางงานวัด หูผึ่ง แล้วทันใดนั้น มันก็คาบตะกร้าโดยไว แล้วรีบบึ่งเข้าไปในงานเลย .....ไปไหนของมันนะ...
.
.
.
อา....ช่างเถอะ ไปเดินง่านต่อดีกว่า ผมคิดพลางบิดขี้เกียจ เอามือล้วงกระเป๋าแล้วเดินกลับเข้าไปในงาน
.
.
.
คนเริ่มน้อยลงแล้วรึเปล่า .....คงเป็นเพราะมันใกล้เลิกงาน ผมมองไปรอบๆ แล้วก็เห็นบูธ.....ของแคลร์ที่ขายแอปเปิ้ลเชื่อมอยู่ ......ถ้ามีร้านเป็นของตัวเอง แล้วมีเวลาว่างไปช้อนปลาทองได้ยังไงกันนะเธอน่ะ....ผมสงสัยเงียบๆ แต่ท่าทางคนจะชอบกันจังนะ แน่นร้านเลย ผมชะเง้อมอง .... ไม่เอาล่ะ ถ้าจะให้ไปเบียดเสียดกับคนหมู่มากอีก ผมเอามือลูบท้ายทอยตัวเองแล้วเดินไปอีกทาง
.
.
.
แล้ว ร้านนี้ ขายอะไรน่ะ ...........ผมไล่ตามองของหน้าร้าน มันเป็นร้านที่จัดแบบร้านแผงลอยทั่วไป แต่มีเครื่องไสน้ำแข็ง และขวดน้ำหวานหลากสีหลากรสวางเรียงรายอยู่ ....น้ำปั่นงั้นเหรอ หรือว่า น้ำแข็งไส .....แต่ทำไม ผมยังไม่เห็นเจ้าของร้านเลยนะ ....ผมชะโงกหัวเข้าไปดู เผื่อจะเจอคนขาย
.
.
.
"สวัสดีค่ะ"
.
.
ผมตกใจนิดๆ มองหาต้นเสียงเด็กผู้หญิงนั่น .....ผมก้มมองลงต่ำๆ ก็เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ......เด็กผู้หญิงล่ะ เด็กผู้หญิงจริงๆด้วย ......เธอมีผมสีบลอนด์อ่อนๆ ทรงบ๊อบ ตาสีน้ำตาลเข้มจ้องมองผมอย่างไม่วางตา หน้าเธอไม่มีรอยยิ้มแบบที่ เด็กผู้หญิงทั่วไปควรจะมีเลยแฮะ ....ผมมองเธอนิ่งๆ ....เธอก็ยังคงมองผมนิ่งๆ
.
.
"......หนูเป็นคนขายเหรอ...."
.
.
"คุณพ่อ ไปหยิบของที่ลืมไว้ เดี๋ยวก็คงจะกลับมาแล้วล่ะค่ะ......."
.
.
สีหน้าเธอตอนพูดกับผมก็ยังไม่เปลี่ยนแม้แต่เสี้ยวนึง แต่สังเกตได้จากแววตา เธอไม่ได้ไร้อารมร์ขนาดนั้น ผมพยักหน้าประมาณว่าเข้าใจแล้ว แล้วก็ยืนมองหน้าร้านต่อไปอีก ทั้งๆที่เป็นเด็กแท้ๆ .......ทำไมบรรยากาศถึงไม่สดใสเลยนะ ....ผมแอบชำเลืองมองเธอ หน้าตาก็น่ารักดีอยู่หรอก ถ้าหัดยิ้ม ก็จะเป็นเด็กผู้หญิงสมวัยแล้วแท้ๆ ....
.
.
.
"พูนิก้า หนู....อ้าว มีลูกค้ามาเหรอ "
.
.
ผมหันไปมองตามเสียง เขาเป็นผู้ชายที่ก็ดูไม่ได้หนุ่มหรอกนะแต่ว่าหน้าอ่อนจังเลยนะ เขาเดินยิ้มตาหยีเข้ามาหาผม นี่รึเปล่า พ่อของเด็กผู้หญิงคนเมื่อกี้ ทำไมดู..........บุคลิก แตกต่างกันเหลือเกิน ผมมองสลับไปมาระหว่างคนสองคน
.
.
"สวัสดีครับ "
.
.
".........สวัสดีครับ"
.
.
"เอ่อ.... จะรับอะไรดีครับ"
.
.
"แล้วคุณขายอะไรล่ะครับ......."
.
.
"อ่า....ก็ขาย น้ำแข็งไส น่ะครับ........แหะๆ ....เอาน้ำหวานรสไหนเหรอครับ.....อ๊ะ...ผสมสีก็ได้นะครับ"
.
.
ผม นั่งนึกในใจ ว่าตัวเองอยากกินน้ำแข็งใสแน่เหรอ ....แต่คิดๆไปแล้ว กลางดึกร้อนๆแบบนี้ น้ำแข็งไสก็ไม่เลวเหมือนกัน .....ผมนั่งมองขวดน้ำหวานอย่างพินิจพิจารณา ....รสไหนดีนะ
.
.
"น้ำแดง กับ น้ำสับปะรด ผสมกันอร่อยนะคะ........."
.
.
ผมมองหน้าเด็กสาวชั่วครู่ เธอก็สบตามองผมอย่างที่ไม่คิดจะหลบเลี่ยง เธอชี้ไปที่ขวดสองสีที่เธอว่า ราวกับจะยืนยันสิ่งที่ตัวเองพูดเมื่อครู่ ทั้งๆที่เธอไม่ได้แสดงความน่ารักแบบเด็กผู้หญิงทั่วไป แต่.......... ผมชักรู้สึกเอ็นดูเธอขึ้นมาแล้วสิ ผมเงยหน้ามองคนที่น่าจะเป็นพ่อของเธออีกครั้ง แล้วจึงเอ่ยปากสั่งน้ำแข็งไส
.
.
"น้ำแดง กับ น้ำสับปะรดผสมกันอย่างละครึ่งครับ.........."
.
.
เขาพยักหน้าอย่างยิ้มแย้ม แล้วจึงลงมือไสน้ำแข็งด้วยตัวเอง โดยที่ผมกับลูกสาวยืนมองเขาอยู่ เขาเป็นคนที่ดูร่าเริงผิดกับลูกสาวมากๆเลยนะ ผมยังไม่ค่อยแน่ใจเรื่องที่เด็กคนนี้เป็นลูกของผู้ชายคนนี้เลยแฮะ.... เขาลงมือไสน้ำแข็งเสร็จแล้ว แล้วก็กำลังเทน้ำหวานอยู่ เขากำลังจะเทนมข้น แต่ก็หยุดชะงักแล้วกันมาถามผมก่อน
.
.
"เอ่อ....ใส่นมไหมครับ"
.
.
"เยอะๆเลยครับ....."
.
.
เขายิ้มแห้งๆ แล้วจึงเทนมข้นลงบนน้ำแข็งไส ตามคำขอของผมคือ 'เยอะ'จริงๆ เลย.....แต่ผมชอบหวานๆน่ะ เลยไม่เป็นปัญหาอยู่แล้วล่ะ เมื่อเขาเทเสร็จแล้วก็ ก็ส่งถ้วยโฟมของมันมาให้ผม ผมก็ล้วงกระเป๋าตังค์ควักเงินจ่ายค่าน้ำแข็งไสไป แล้วรับถ้วยของผมมา ผมตักน้ำแข็งไสเข้าปากแล้วถามเขาว่า
.
.
"เธอเป็น........ลูกสาวของคุณเหรอครับ...."
.
.
"ครับ ใช่ครับ เธอชื่่อพูนิก้า ปีนี้เธอก็แปดขวบแล้วล่ะครับ เธอเป็นเด็กที่ฉลาดมากเลย "
.
.
.
เขานั่งลงหัวเราะแล้วอุ้มลูกสาวของตัวนั่งตัก ผมสังเกตได้ว่าหน้าของพูนิก้าเขินอายนิดๆ แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไร ผมรู้สึกได้ถึงความน่าัรักของเธออย่างเต็มที่แล้วนะเนี่ย ....ผมมองพ่อลูกเล่นกัน ไม่สิ ต้องพูดว่า พ่อเล่นกับลูกฝ่ายเดียวจะเหมาะกว่า เพราะดูเหมือนเธอจะไม่ได้ตอบโต้อะไรเลย แค่ทำหน้าอายๆบ้าง แต่ดูเหมือนเธอจะชอบนะ ผมตักน้ำแข็งไสเข้าปากอีกคำ
.
.
"จะว่าไปแล้ว..... คุณเป็นคนเมืองไหนเหรอครับ ...เอ่อ...คือผมไม่คุ้นหน้าเลยน่ะครับ"
.
.
"........ผมเป็นเจ้าหน้าที่เก็บขยะ เพิ่งย้ายมาใหม่น่ะครับ"
.
.
"อาาาา.....งั้นเหรอครับ.............................................."
.
.
"พี่ชายชื่ออะไรเหรอคะ......"
.
.
เด็กสาวที่ชื่อ พูนิก้า มองหน้าผม แล้วเอ่ยถามเสียงใส ดูเหมือนว่าเธอจะถามแทนพ่อของเธอนะ
.
.
".........พี่ชื่อ ไนย์.....ไนย์ โนยาล"
.
.
"อ๊ะ ! ครับ ! ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ !!"
.
.
เขาส่งมือมาหาผมอย่างรวดเร็ว ผมปักช้อนไอติมไว้กับน้ำแข็งไสที่เหลืออยู่ ก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือเขาเหมือนกัน เขาทำท่าว่าจะดึงมือกลับ แต่ผมยังไม่ยอมปล่อยมือ....
.
.
"แล้วคุณล่ะครับ......."
.
.
"อะ....เอ๋....??"
.
.
"ชื่อคุณน่ะครับ......."
.
.
"อ๊ะ!! แชลลี ชีน ครับ ! เรียกว่า ชาร์ลี ก็ได้ครับ "
.
.
"..................พูนิก้า ชีน ค่ะ........"
.
.
เด็กสาวยื่นมือมาหาผม ผมปล่อยมือคุณชาร์ลีแล้วหันไปจับมือเด็กสาว ผมยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะใช่มือข้างเดิมนั้นลูบหัวเธอ เธอไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ยอมสบตาผมแค่นั้นเอง ผมเก็บมือกลับ ถอยหลังออกมาจากตัวร้าน
.
.
"ไปก่อนนะครับ..........."
.
.
"ครับ โชคดีนะครับ!!"
.
.
ผมเดินถือถ้วยน้ำแข็งไสเดินหันหลังออกมา ท่ามกลางเสียงตะโกนลาของพ่อลูกคู่แปลก ผมตักน้ำแข็งไสเข้าปากไปเรื่อยๆ ผมนั่งทบทวนเหตุการณ์ในวันนี้ทั้งหมด มีอะไรหลายอย่าง หลายอย่างเกิดขึ้นมากมาย....รอบข้างผู้คนเริ่มทยอยกันกลับบ้านแ้ล้ว วันนี้เลิกดึกหน่อย อาจเป็นเพราะมันคือคืนที่สอง ใครจะไปบอกได้ ว่าคืนพรุ่งนี้ อาจดึกกว่านี้ก็เป็นได้ ....ผมกินน้ำแข็งไสให้หมดทิ้งลงถุงขยะของตัวเอง .....ดึงอุปกรณ์ทั้งหมดที่ซ่อนไว้ตรงข้างๆสะพานออกมา ....
.
.
.
ได้เวลาทำงานแล้ว
.
.
.
.
.
.
ทั้งๆที่ ผมควรจะโกรธกับ ขยะ และความสกปรกที่เพิ่มขึ้น แต่ผมก็งงที่ตัวเองไม่ได้ถือโทษโกรธอะไร ผมหยิบถุงขยะ เดินเก็บขยะ กวาดขยะ ทั้งหมดด้วยตัวเพียงคนเดียว แม้จะกินเวลาไปมากกว่าเดิม แต่ผมกลับไม่ได้หงุดหงิดอะไรเลย ผมไม่อารมณ์เสียแม้แต่นิดเีดียวเลยด้วยซ้ำ ผมเคลียร์จตุรัน ตรวจเช็คให้แน่ใจแล้วว่า เรียบร้อยจริง
.
.
.
.
.
.
แล้วกลับหอพัก อาบน้ำ
.
.
.
.
และนอน
.
.
.
.
.
พร้อมรอยยิ้มน้อยๆบนใบหน้าของผมเอง
.
.
.
.
.
.
______________________________
.
.
กร๊าซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซ /วิ่งหลบขวด กะละมัง ไหปลาร้า
.
ไปนอนล่ะ ไม่ไหวแล้วววววววววววววววววววววววว
ง่วงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
.
.

จะว่าไป....โคตรขำตอนที่ไปร้านแคลร์แล้วไม่กล้าสั่งเมนูปลาเลยว่ะ...ขำจนต้องเก็บมาเมนต์เลยทีเดียว ก้ากกกก
#1 By D.C.เก้าแต้ม on 2009-07-07 02:27